Travel

>>::*Chiang Mai*::<< Part 1

posted on 11 Jan 2009 22:20 by smile-forever  in Travel

ว่าจะเขียนเอนทรีนี้ตั้งนานนมแล้ว เพราะจะได้จดจำและถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้รับให้มากที่สุด แต่เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ (ที่สำคัญคือความขี้เกียจ ๕๕๕) จึงไม่ได้มีโอกาสลงมือสักที

และในวันนี้ด้วยฤกษ์อันดีงาม เราจึงจะขอเขียนเล่าประสบการณ์สุดประทับใจในการไปเที่ยวเชียงใหม่ตลอด ๕ วันนะจ๊ะ

 

 

 

เราออกเดินทางจากบ้านไปสนามบินดอนเมืองในวันที่ ๒๔ ธันวา ฯ ตอนตี ๕ แต่กว่าเครื่องจะออกก็ตั้ง ๖ โมงครึ่ง ระหว่างนั้นจึงนั่งรอกันตูดเปียกตูดแฉะ ยังดีที่ห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจมีอินเตอร์เน็ตให้เล่น แต่เล่นไปได้สักพักก็ทนไม่ไหว

...เผลอหลับไปซะได้ ๕๕๕

 

พอขึ้นเครื่องก็ไปหลับมาราธอนต่อกับแม่ ตอนที่กัปตันกำลังจะลงจอดนี่ขัดใจอย่างแรง อยากจะนอนให้เต็มอิ่มกว่านี้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวมีเคลียร์ ๆ (๕๕๕)

 

ถึงสนามบินเชียงใหม่ จัดการอะไรเรียบร้อยเสร็จสรรพ ก็ออกไปยืนรอรถตู้อยู่ด้านนอก

"เฮ้ย ! นั่นมันเพื่อนที่โรงเรียนนี่หว่า"

เราอุทานในใจพลางรีบหลบหลังเสาทันที สังเกตตัวเองมานานแล้ว ว่าคงจะเป็นโรคจิตระยะสุดท้ายแน่ ๆ เวลาเห็นเพื่อนหรือคนรู้จักข้างนอก เราจะรีบหลบหน้า ซ่อนตัว ให้พ้นจากระยะสายตาเขา (หรือเธอ) คนนั้นทันที

 

พอรถมาถึงเราจึงรีบกระโดดขึ้นอย่างว่องไวราวชะนีป่า นั่งรถไปยังสถานที่เที่ยวแห่งแรก

 

"ดอยสุเทพ"

อากาศหนาวมาก เราปากสั่นอย่างกับเจ้าเข้าแน่ะ แต่ตอนนั้นยังง่วงๆ อยู่ด้วย เพราะเพิ่งนอนหลับในรถมา (ขี้เซาจริงเลยเรา) ตอนเดินขึ้นดอยดันลืมนับขั้นบันไดอีก เลยหงุดหงิดจนขี้เกียจถ่ายรูป ๕๕๕

 

นี่คือโบสถ์จ้ะ มีให้เดินเวียนสามรอบ (ขอบอกว่าพื้นเย็นมากๆ ใครไม่ได้ใส่ถุงเท้ามานี่แย่เลย) วัดพระธาตุดอยสุเทพนี้เป็นวัดเล็กๆ แต่ว่าสวยงามกำลังดีเลยจ้ะ มีให้ทำบัญหลายแบบ เช่น ให้เขียนชื่อลงบนกระดิ่งแล้วนำไปแขวน เราจะได้มีชื่อเสียงโด่งดัง (แต่หาที่แขวนยากนิดหนึ่งนะ)

 

ตอนนี้ได้ไหว้พระสวดมนต์เลยค่อยใจร่มๆ ขึ้นมาหน่อย... เอ่อ โกหก ความจริงแล้วเจอหนุ่มฝรั่งหล่อลากต่างหาก เลยอารมณ์ดีโชว์ยิ้มสยามให้เขาดู เผื่อเขาจะมาติดใจสาวไทยใจงามอย่างเราบ้าง ๕๕๕ (ตัณหาจัดอย่างนี้มันจะได้บุญไหมเนี่ย?)

 

ท้องฟ้าสดใสมาก วันนั้นอากาศเย็นแต่มีแดด เรียกได้ว่าอากาศสดชื่นกำลังดีเลยจ้ะ เห็นกระดิ่งตรงด้านล่างๆ ของภาพไหม? นั่นแหละจ้ะ ที่เขาให้เราเขียนชื่อทำบุญ

 

ออกจากวัดไปด้วยใจร่มเย็น จึงถือโอกาสถ่ายภาพด้านหน้าของวัดจ้ะ สวยงามทีดีเชียว (พอถ่ายรูปนี้เสร็จก็รีบปฏิบัติการสำรวจหาหนุ่มฝรั่งโดยไว ๕๕๕)

 

อ้อ แต่ก่อนลงก็แวะไปเข้าห้องน้ำก่อน ...เชื่อไหม? ความรู้สึกแรกที่แก้มก้นสัมผัสกับโถส้วมมันทำให้เราเผลออุทานออกมาว่า

"เย็นสาดดดด..."

(อยู่ในวัดในวายังจะพูดจาหยาบคาย ไม่ละอายต่อบุญบาปบ้างเลย...) แต่มันก็ช่างหนาวจับจิตจริงๆ ยิ่งน้ำตอนล้างมือนี่ไม่ต้องพูดถึง เกล็ดน้ำแข็งแทบจะเกาะติดมาเลย

 

 

เดินลงจากดอยมาพลางนับขั้นไปพร้อมกับปู่ ถ้าเรานับคนเดียวมีหวังค้างอยู่ที่ห้าสิบจนลงจากดอยแน่ๆ ต้องให้ปู่ช่วยบอกตลอดว่าขั้นที่เท่าไหร่แล้ว หลงๆ ลืมๆ จริงเลยเรา เฮ้อ...

 

ลงมาได้ประมาณครึ่งทาง...พวกเราถูกความหิวจู่โจมทางทางประตูหลัง เอ๊ย! ทางกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง เนื่องจากเมื่อเช้ายังไม่ได้ทานอะไรมาเลย เลยแวะร้านอาหารตามสั่งร้านนี้

เห็นตั้งอยู่ในหลืบๆ ร้านก็ค่อนข้างเก่าและโทรม แต่เราว่าร้านอย่างนี้แหละ...เด็ด!! มันได้ฟิล ได้'รมณ์กว่าร้านหรูๆ เยอะ ต้องดิบๆ แบบนี้เซ่ ถึงจะเร้าใจ

และก็ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ... อร่อยมาก อร่อยทุกอย่างเลย เราฟาดข้าวหมูทอดกระเทียมกับผัดซีอิ๊วไปชามเบ้อเร่อ อิ่มแปล้พุงกาง แถมคนที่ทำยังดูเด็กอยู่เลย อายุไม่น่าจะเกินยี่สิบด้วยซ้ำ น่าจะรุ่นๆ เดียวกับเราแต่ว่าฝีมือเยี่ยมมาก สุโค่ยยยยยยยยยยยจริงๆๆๆๆ

 

 

ลงจากดอยมายืนรอรถ ข้างทางก็จะมีร้านขายของ ขายอาหารมากมาย ตอนแรกไอ้เราก็ไม่ได้สนใจหรอก มัวแต่ถ่ายรูปนั่นแหละ

พอขึ้นรถไปเกิดหิวขึ้นมาอีก แม่บอกว่าเมื่อกี้ไปซื้อข้าวหลามกับย่ามา (ก็ว่าหายไปไหนนานสองนาน ที่แท้ไปหาข้าวหลามนี่เอง ๕๕๕) ส่วนตัวแล้วเราเฉยๆ กับข้าหลามนะ แต่พอเห็นน้องชายกินแล้วบอกอร่อย เลยอยากแย่งมันกินบ้าง (อ้าว เลว) ปรากฏว่า...หรอยจริง! ข้าวหลามห้ากระบอกที่ซื้อมาเลยหมดภายในพริบตาเดียว